วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บันทึกการศึกษางานวิชาการ



บันทึกการศึกษางานวิชาการ
 

แผนภูมิโครงสร้างการบริหารโรงเรียนสาธิตลอออุทิศ
 

งานจัดกระบวนการเรียนการสอน
            การสอนภาษาแบบธรรมชาติ ( Whole Language Approach ) คือ ปรัชญาและระบบความเชื่อซึ่งทำให้เกิดแนวการสอนภาษาโดยองค์รวม ทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน  การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีแนวคิดและหลักการที่สอดคล้องกับลักษณะและหน้าที่ของ ภาษา คือ ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างมีความหมายและเหมาะสมกับพัฒนาการด้านการรู้ หนังสือของเด็ก
            จากความเชื่อ แนวคิด และหลักการสอนภาษาแบบธรรมชาติที่นักการศึกษาหลายท่านได้อธิบายไว้ สรุปเป็นหลักการสำคัญของการสอนภาษาแบบธรรมชาติ ดังนี้
1.      การจัดสภาพแวดล้อม การสอนภาษาต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กได้คุ้นเคยกับการใช้ภาษาอย่างมีความ หมายและเป็นองค์รวม ตัวหนังสือที่ปรากฏในห้องเรียนต้องมีเป้าหมายในการใช้จริงๆ หนังสือที่ใช้จะต้องเป็นหนังสือที่ใช้ภาษาที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัว ไม่แบ่งเป็นทักษะย่อยๆ และจะต้องให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดสภาพแวดล้อมด้วย
2.      การสื่อสารที่มีความหมาย การสอนภาษาควรให้เด็กมีโอกาสสื่อสารโดยมีพื้นฐานจากประสบการณ์จริงที่มีความ หมายต่อเด็ก ครูจะต้องจัดเวลาให้เด็กมีโอกาสอ่านเขียนอย่างมีจุดมุ่งหมายจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อการฝึกหัด และให้เด็กได้ใช้เวลาในการอ่านและเขียนตามโอกาสตลอดทั้งวัน โดยไม่ต้องกำหนดตายตัวว่าช่วงเวลาใดต้องอ่าน หรือช่วงเวลาใดต้องเขียน
3.      การเป็นแบบอย่าง การสอนภาษาจะต้องให้เด็กเห็นประโยชน์ของการใช้ภาษาในความมุ่งหมายต่างๆ ครูต้องอ่านและเขียนโดยมีจุดมุ่งหมายในการใช้จริงๆให้เด็กได้เห็น เช่น เพื่อการสื่อสาร เพื่อความเพลิดเพลิน เพื่อค้นหาวิธีการ ฯลฯ นอกจากนี้ครูยังต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กเห็นว่าการอ่านเป็นเรื่องสนุก เพื่อสร้างให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีต่อการอ่าน
4.      การตั้งความคาดหวัง การสอนภาษาจะต้องเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับที่เด็กเรียนรู้ที่จะพูด ครูควรเชื่อมั่นว่าเด็กจะสามารถอ่านและเขียนได้ดีขึ้นและถูกต้องยิ่งขึ้น เด็กมีความสามารถในการอ่านและการเขียนตั้งแต่ยังอ่านและเขียนไม่เป็น ดังนั้น เด็กจึงควรได้รับโอกาสที่จะอ่านและเขียนตั้งแต่วันแรกที่มาโรงเรียน และที่สำคัญคือครูไม่ควรคาดหวังให้เด็กอ่านและเขียนได้เหมือนผู้ใหญ่
5.      การคาดคะเน การสอนภาษาควรให้เด็กมีโอกาสที่จะทดลองกับภาษา สร้างสมมุติฐาน-เบื้องต้นของตน และมีโอกาสเดาหรือคาดคะเนคำที่จะอ่าน และมีโอกาสคิดประดิษฐ์สัญลักษณ์และคิดสะกดเพื่อการเขียน
6.      การให้ข้อมูลย้อนกลับ การสอนภาษาควรตอบสนองความพยายามในการใช้ภาษาของเด็กในทางบวก ยอมรับการอ่านและการเขียนของเด็กว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายแม้ว่ายังไม่ถูก ต้องสมบูรณ์ และพยายามตอบสนองเด็กให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ ครูอาจให้เด็กได้เห็นตัวอย่างที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น การอ่านหนังสือเล่มที่เด็กชอบอ่านให้เด็กฟังในโอกาสอื่นๆ หรือเขียนให้ดูเมื่อมีการสนทนาในกลุ่มใหญ่ เป็นต้น
7.      การยอมรับนับถือ การสอนภาษาจะต้องตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก ว่าเด็กเรียนรู้การอ่านและเขียนอย่างแตกต่างกัน ตามช่วงเวลา และอัตราที่แตกต่างกัน ครูต้องศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล ศึกษาความสนใจ ความสามารถ และสอนเด็กตามความสามารถที่แตกต่างกันของเด็ก เด็กต้องได้ตัดสินใจเลือกกิจกรรมที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ในช่วงเวลาเดียวกันเด็กไม่จำเป็นต้องทำกิจกรรมอย่างเดียวกัน หรือทำกิจกรรมตามลำดับขั้นตอน เพราะการเรียนรู้ภาษาไม่มีลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องตายตัว
8.      การสร้างความรู้สึกเชื่อมั่น การสอนภาษาต้องส่งเสริมให้เด็กรู้สึกปลอดภัยที่จะคาดคะเนในการอ่านหรือเขียน แม้ว่าไม่เคยอ่านหรือเขียนมาก่อน ครูต้องทำให้เด็กไม่กลัวที่จะขอความช่วยเหลือด้านการอ่านและเขียนเมื่อจำ เป็น เด็กต้องไม่ถูกตราหน้าว่าไม่มีความสามารถในการอ่านและเขียน ดังนั้น การสอนภาษาจึงต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการและความสามารถของเด็ก เพื่อให้เด็กมีความเชื่อมั่นว่าตนมีความสามารถที่จะอ่านและเขียนได้

งานวัดและประเมินผล
            การประเมินพัฒนาการ
            โรงเรียนสาธิตละอออุทิศให้ความสำคัญกับการประเมินผลพัฒนาการเด็ก ซึ่งนับได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญมาก ในการประเมินผลพัฒนาการเด็ก ครูเป็นผู้ประเมินพัฒนาการทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
การประเมินผลพัฒนาการเด็กดำเนินการโดยคำนึงถึงหลักพัฒนาการด้านต่างๆ ดังนี้
1.ความเป็นเอกัตบุคคลของเด็ก กล่าวคือเด็กแต่ละคนมีอัตราการเจริญเติบโตเฉพาะตนเอง
2.ความคิดรวบยอดของเด็กแต่ละคน
3.พัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กทุกด้านโดยเฉพาะด้านสติปัญญา ถือเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการเรียนรู้
4.เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากประสบการณ์ตรง การทดลอง  และการค้นพบ
5.การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แก่เด็กจำเป็นต้องคำนึงถึงพื้นฐานทางด้านครอบครัว ความสนใจ และระดับพัฒนาการของเด็กแต่ละคนในชั้น
การประเมินผลในระดับชั้นเรียน
1.การสังเกต
2.การสัมภาษณ์ พูดคุย
3.การใช้แบบประเมินพัฒนาการ
4.การบันทึกแฟ้ม
5.การใช้แฟ้มผลงานเด็ก

งานพัฒนาการเรียนการสอน
            การพัฒนาครู  มีการจัดอบรมครูในโรงเรียนส่งครูเข้ารับการอบรมกับหน่วยงานด้านการศึกษาปฐมวัยประชุมครูเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้
            การพัฒนาเด็ก  มีการพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์ในกิจกรรมและเกมการศึกษาจัดโครงการที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละด้าน
            การใช้แหล่งเรียนรู้ที่ส่งเสริมและพัฒนาเด็กสอดคล้องกับหน่วยการเรียน
            การให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน เช่น สนับสนุนสื่ออุปกรณ์ตามความเหมาะสม


งานพัฒนาความรู้ ความสามารถของนักเรียน
1. กิจกรรมเสริมหลักสูตร กิจกรรมพิเศษในชั้นเรียน เช่น ว่ายน้ำ ดนตรี พละ และห้องสมุดของเล่น
2.     กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
3.     กิจกรรมแนะแนว
4.  กิจกรรมกีฬาสี
5. กิจกรรมที่ยึดหลัก  ทักษะกระบวนการคิด  ทักษะการคิดทางวิทยาศาสตร์  ทักษะคณิตศาสตร์  ทักษะทางภาษา  ทักษะการดำรงชีวิต  ทักษะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ทักษะสุนทรีภาพทางศิลปะ  ทักษะทางดนตรีและการเคลื่อนไหว  ทักษะคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น